บทความที่เกี่ยวข้อง: ตอนที่หนึ่ง ตอนที่สอง ตอนที่สาม ตอนที่สี่ ตอนที่ห้า ตอนที่หก **คลาสติวเข้ม เพื่อเริ่มต้นการเป็นโค้ชในบริบทของสยามชำนาญกิจ วันที่ สิบสอง** เริ่มจากรูปแรก ที่พี่หนุ่มชอบเป็นการส่วนตัว เพื่อปูพื้นฐานการทำ Software Development จาก Idea ไปเป็น System อะไรที่ออกจากUser คือ การพูด การเขียน เอกสาร ข้อความ ไม่สามารถเอามาทำ Software ได้ จะต้องผ่านกระบวนการบางอย่างก่อน เรียกว่า Requirement Engineering จากนั้นเข้าสู่กระบวนการ Design System (ที่ไม่ใช่ UX/UI) แล้วก็ Implementation ที่ไม่ใช่แค่ Coding เพราะมันมีหลายเรื่อง ทั้ง Hardware, Software, Architecture ต่างๆ

การพัฒนาความต้องการ (Requirements Development) ด้วย User Story (XP) + Test-First Development โดย…
การพัฒนาความต้องการ (Requirements Development) ด้วย User Story (XP) + Test-First Development โดย…

#Glow คิมแซบยอล, ชอนแอวอน เขียน วณิชชา จินศิริวานิชย์ แปล

ความฝันที่ถูกเก็บซ่อน ภาพถ่ายของบุคคลอันเป็นที่รัก การสูญเสียความตั้งใจในการใช้ชีวิต การถูกกัดกินจากความเหงา ตลอดจนข้าวของที่ถูกทิ้งไว้ อาจบอกเล่าถึงสิ่งที่ผู้ตายไม่เคยพูด

หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสำรวจชีวิตและความตายผ่านสายตาของผู้เขียน ที่ได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงจากการเป็นพนักงานเก็บกวาดร่องรอยสุดท้ายที่ผู้ล่วงลับทิ้งเอาไว้ก่อนลาลับจากโลกใบนี้ไป

พวกเขาคือคนแปลกหน้าที่ได้รับอนุญาตให้จัดการกับร่องรอยของผู้ตาย บางที่ยังหลงเหลือสิ่งปฏิกูลจากศพ บางที่มีขยะสะสมล้นห้อง จนพวกเขาพานเจอกับท่าทีรังเกียจจากเพื่อนบ้านไปด้วยในบางครั้ง

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า เป็นเพียงการบรรยายสิ่งที่เห็นจากความตายของใครบางคนอย่างซื่อตรง ทั้งความตายอย่างอบอุ่นท่ามกลางครอบครัว ความตายอย่างโดดเดี่ยว ความตายที่ผู้คนต่างระลึกถึงคุณค่า ความตายที่ไม่มีใครโศกเศร้า และความตายจากการถูกปลิดชีพ

บทเรียนเหล่านี้อาจทำให้คุณตระหนักถึงสิ่งที่ทำหล่นหายระหว่างทางของการใช้ชีวิต

สารบัญ:

  • บทที่ 1 ถ้าหากเรารู้จักรักกันให้มากกว่านี้อีกสักนิด
  • บทที่ 2 ไม่ว่าจะมีชีวิตแบบใด เราคือคนมีค่า
  • บทที่ 3 ความหวังที่แบ่งบาน ณ จุดต่ำสุด
  • บทที่ 4 สิ่งที่หลงเหลือไว้ในวาระสุดท้ายของชีวิต
  • บทส่งท้าย จงรักและรัก
  • ภาคผนวก บัญญัติ 7 ประการสำหรับจุดจบอันงดงามที่พนักงาน
    เก็บกวาดข้าวของของผู้ล่วงลับแนะนำ

ผู้เขียนเล่าถึงเคสแต่ละเคสที่ต้องประสบระหว่างการทำงาน สภาพของสถานที่สุดท้ายของผู้ล่วงลับ รวมถึงของเสียจากร่างกาย การขจัดกลิ่นของวาระสุดท้ายของชีวิต

รวมถึงการสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนในครอบครัวที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ความใส่ใจ ความเข้าอกเข้าใจกันของคนในครอบครัวที่ลดลง การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์มากกว่าการเห็นหน้า

คำว่า ‘อยากตาย’ หากลองพูดในมุมกลับกัน มันก็อาจแปลได้ว่า ‘ไม่อยากมีชีวิตอยู่แบบนี้’ และหากมองให้ลึกกว่านั้นอาจจะหมายความว่า ‘อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น’

ดังนั้นแทนที่เราจะพูดว่า ‘อยากตาย’ เราควรพูดว่าอยากมีชีวิตที่ดี การที่เราไม่ควรพูดถึงความตาย เป็นเพราะความหมายของคำว่าชีวิต คือคำสั่งที่บอกว่าให้มีชีวิตต่อไปยังไงล่ะ

จงใช้สิ่งที่มีอย่างเต็มที่ จงใช้ชีวิตเพื่อตัวคุณเอง ไม่ใช่เพื่อใคร

ถึงแม้จะไม่มีใครรับรู้ถึงงานที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแม้เพียงเล็กน้อยจากการสูญเสียคนสำคัญ หรืองานที่ช่วยจัดการชีวิตของผู้ที่จากโลกนี้ไปเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็ยังรู้สึกว่างานนี้มีความหมาย ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากทำงานนี้อีกแล้ว ความตายจากอาชญากรรม การฆ่าตัวตาย หรือการตายจากไปอย่างโดดเดี่ยว หากโศกนาฏกรรมเหล่านี้หายไปจนอาชีพของผมไม่จำเป็นอีกต่อไปก็คงจะดี

ในฐานะพนักงานเก็บกวาดข้าวของของผู้ล่วงลับ ผมหวังว่าประสบการณ์ของผมจะช่วยให้คุณมองเห็นคุณค่าของคนรอบข้าง และค้นพบความหมายที่แท้จริงของชีวิตได้มากกว่าที่เคย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะรู้สึกขอบคุณที่ตัวเองและคนที่รักยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตไปวันๆ กับการใช้ชีวิตไปพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณทั้งคุณและผม

พวกเราทุกคนต่างมีคุณค่า และมีใครบางคนที่กำลังรู้สึกขอบคุณการมีชีวิตอยู่ของเรา เพียงแต่เราไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง

เพียงแค่เรามีอำนาจทางการเงิน เราก็จะสามารถมีชีวิตที่น่าอิจฉาราวกับราชาได้ คุณภาพชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถ หากไม่สามารถทำตามได้ ก็จะกลายเป็นคนล้าหลัง คนรอบตัวและครอบครัวจะค่อยๆ ลืมเรา โลกก็จะทิ้งเราไว้ข้างหลัง ความมั่นใจในตัวเองค่อยๆ เลือนหาย จนสูญเสียกำลังใจในการมีชีวิต และกลายเป็นคนโดดเดี่ยว ที่ปลีกตัวออกจากสังคม ก่อนที่จะตายไปอย่างเงียบเหงา นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการตายอย่างโดดเดี่ยว

ทุกคนที่ตายไปอย่างโดดเดี่ยวและตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพราะเหตุใดเราจึงมาถึงจุดนี้ได้ เรารู้ปัญหาแต่เราก็ไม่มีคำตอบ

เราอาจยังมีโอกาสช่วยฉุดรั้งใครสักคนไม่ให้ต้องเผชิญกับความตายที่โดดเดี่ยวเกินไปก็ได้

เราใช้พลังงาน เวลา เสียสละไปมากมาย เพื่อครอบครองบ้าน รถ เสื้อผ้าราคาแพง หรือเพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทำงานที่มีเกียรติ แน่นอนว่าการตั้งใจใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่ดี และการพยายามเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราควรทำในขณะที่ยังมีชีวิต

แต่พวกเราไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไป หรือเหลืออะไรทิ้งไว้ได้ สิ่งที่เหลืออยู่จริงๆ เป็นเพียงความทรงจำที่เราเคยได้รัก และได้รับความรักตอบกลับมา สิ่งนี้จะอยู่ไปอีกนานแสนนาน แม้ว่าตัวเราจะตายไปแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นจะช่วยทำให้ซอกมุมหนึ่งของโลกใบนี้อบอุ่นขึ้นมาได้

ถ้าเพียงแต่เราปล่อยวางศรัทธาและความยึดติดที่มีต่อวัตถุลงอีกสักนิด เราก็จะรักและมีความสุขกันมากขึ้น แล้วชีวิตของเราก็จะสมบูรณ์พูนสุขมากขึ้นกว่าเดิม

ปลายทางเราจะต้องจบลงเหมือนกันทุกคนในวันหนึ่ง

จงสร้างความทรงจำดีๆ กับผู้คนที่คุณรักให้มากเข้าไว้ เพราะมันจะช่วยโอบกอดชีวิตในวาระสุดท้ายของคุณ

ขอบคุณหงส์ที่ให้ยืมมาอ่านจ้า

--

--

#Piccolo Lluís Prats เขียน รัศมี กฤษณมิษ แปล

ตำนานสุนัขผู้ซื่อสัตย์พันธ์ุอะคิตะ พันธุ์ที่ว่ากันว่าเป็นสุนัขของซามูไรซึ่งหมายถึง ‘ความหนักแน่นมั่นคง’ มิตรภาพระหว่างศาสตราจารย์เอซาบูโร อูเอโนะ และฮาจิโกะ สุนัขที่เขารับมาเลี้ยง

“ฮาจิโกะหรือคะ”

ยาเอโกะผู้เป็นภรรยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และเอ่ยแย้งในทันใด “ทำไมต้องชื่อฮาจิโกะด้วย คุณไปเอาชื่อนี้มาจากไหน”

“แล้วมันแปลว่าอะไรคะ” ชิซูโกะถามพ่อ

“พวกเธอไม่เห็นขามันหรือ” ศาสตราจารย์อุทาน “ขามันงอเหมือนเลขแปดเลยนะ”

ผู้หญิงทั้งสองคนเงียบกริบและไม่พูดอะไรต่อ ศาสตราจารย์เอซาบูโรจึงสรุปอย่างพึงพอใจว่า “ตกลงตามนี้แล้วกัน”

คืนนั้นศาสตราจารย์ไม่ยอมเข้านอน เขาเฝ้ามองจนกระทั่งได้ยินเสียงฮาจิโกะหายใจสม่ำเสมอและพออกพอใจ หลังจากได้ดื่มนมอุ่นๆ อีกชามแล้ว ด้วยความหวังว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น มันจะปลุกทุกคนด้วยเสียงเห่าอย่างร่าเริงและความหิวโหย

เลข 8 ในภาษาญี่ปุ่นคือ はち (ฮาจิ) เป็นเลขมงคลของชาวญี่ปุ่นที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์และความเป็นนิรันดร์

มิตรภาพระหว่างเขากับฮาจิโกะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นความผูกพัน ทุกวันฮาจิโกะจะเดินไปส่งศาสตราจารย์ที่สถานีรถไฟ ตกเย็นก็จะมารอรับเขากลับบ้านตรงเวลาไม่เคยขาด ทว่ากิจวัตรประจำวันของทั้งสองกลับมีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงไปในวันหนึ่ง เพราะศาสตราจารย์ไม่กลับมาอีกแล้ว

ถึงกระนั้นฮาจิโกะก็รอคอยเขาในเวลาเดิมทุกวันที่จัตุรัส เพื่อรอเขาลงมาจากรถไฟ ฮาจิโกะผู้ไม่รู้ว่าการจากลาคืออะไร ยังคงมุ่งหน้าไปรอคอยคนสำคัญ คนที่มีความหมายต่อการมีชีวิต

ไม่ว่าจะโดนส่งไปที่ไหน ก็จะหาทางกลับมาที่นี่จนได้

ถึงแม้ว่าศาสตราจารย์จะไม่อยู่แล้ว และภรรยากับลูกสาวของเขาก็ไปอยู่ที่เมืองอื่น ฮาจิโกะก็ได้ผู้คนแถวนั้นช่วยเลี้ยงดู โยนขนมโยนอาหารที่เหลือให้ มีเจ้าหน้าที่จะมาจับสุนัขจรจัดไป คนแถวนั้นก็ร่วมกันปกป้อง บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของฮาจิโกะ และมันก็ได้ปลอกคออันใหม่ที่สลักชื่อว่า สมบัติของศาสตราจารย์อูเอโนะและสถานีรถไฟชิบูย่า

ประติมากรแถวนั้นทำรูปปั้นให้ฮาจิโกะและได้ทำพิธีเปิดในปี 1934 ฮาจิโกะเข้าร่วมพิธีด้วย

แม้ฮาจิโกะจะพบความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วัน แต่ก็ไม่ล้มเลิก มันใช้เวลารอคอยราว 10 ปี จนถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ และจากโลกนี้ไปในวันที่ 8 มีนาคม ปี 1935 ด้วยโรคนอนพยาธิหัวใจ ขณะคอยศาสตราจารย์อยู่ที่จัตุรัสนี้เอง

รูปปั้นของฮาจิโกะถูกนำไปหลอมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อสิ้นสงครามก็มีการปั้นขึ้นอีกรูปหนึ่ง ทุกวันที่ 8 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของฮาจิโกะ จะมีพิธีแสดงการไว้อาลัยที่จัตุรัสชิบูย่า และจะมีดอกไม้วางรายล้อมรูปปั้นอยู่เต็มไปหมด

--

--

#Piccolo อาริคาวะ ฮิโระ เขียน พลอยทับทิม ทับทิมทอง แปล

ระหว่างนั่งรถไฟ ถ้าคุณเงยหน้าขึ้นมาสังเกตรอบข้างบ้าง คุณอาจพบว่ามีปาฏิหาริย์เล็กๆ มากมายซ่อนอยู่ในการเดินทางที่แสนธรรมดา

นิยายเกี่ยวกับผู้คนที่เดินทางรถไฟสายฮังคิว รถไฟท้องถิ่นซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 15 นาที ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับผูกโยงความสัมพันธ์กันไปมา เกี่ยวเนื่องคล้อยตาม สลับวนไปมา ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์สุดพิเศษ เช่น

  • รักแรกพบของหนุ่มสาวที่ชอบไปห้องสมุดเหมือนกัน
  • หญิงสาวที่ไปวีนงานแต่งแฟนเก่า
  • คู่รักวัยรุ่นที่ฝ่ายชายเอาแต่ใจและทำร้ายร่างกายจนฝ่ายหญิงขอเลิก
  • สองย่าหลานและสุนัขที่ชื่อ “เคน”
  • กลุ่มมนุษย์ป้าแบรนด์เนมส่งเสียงดังชอบจองที่
  • กลุ่มนักเรียนสาวมัธยมชอบกรี๊ดกร๊าด ที่คนในกลุ่มมีแฟนเป็นหนุ่มวัยทำงานที่อ่อนโยน
  • นักศึกษามหาวิทยาลัยคู่หนึ่งซึ่งเกิดคลิกกันบนรถไฟ

ผู้หญิงที่นั่งข้างผมบนรถไฟคือคนที่ผมเห็นบ่อยๆ ในห้องสมุด มาซาชิแอบหลงรักหญิงสาวผู้มาแย่งหนังสือต่อหน้าต่อตาเขาในห้องสมุดไปอย่างเสียดาย และวันหนึ่ง หญิงสาวผู้นั้นเข้ามานั่งข้างๆ มาซาชิในรถไฟสายเดียวกัน และเธอชวนคุยก่อนจะชวนดื่มเบียร์ครั้งหน้า แต่มาซาชิก็ตัดสินใจเดินตามเธอออกจากรถไฟเพื่อไปดื่มเบียร์ครั้งนี้กันเลย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังตัดสินใจสารภาพรักกับเธออีกด้วย

โชโกะกำลังจะแต่งงานกับหนุ่มที่คบกันมาห้าปี แต่แล้วโชโกะดันโดนเพื่อนสนิทแย่งแฟนไปต่อหน้าต่อตา เพราะเพื่อนสนิทดันท้อง ดังนั้น เธอจึงแต่งตัวสีขาวแบบเจ้าสาวไปเย้ยเพื่อนสนิทกับแฟนเก่า และแฟนเก่าเธอก็ดูสนใจ(และเสียดาย)เธอด้วย ก่อนที่เธอจะเจอกับโทคิเอะ คุณย่าที่พาหลานสาวมานั่งรถไฟชวนคุย จนโชโกะนำพาตัวเองพ้นจากเรื่องที่คิดแก้แค้นแบบเย้ยหยันนี้ในที่สุด

มิสะ ผู้ซึ่งคบกับแฟนผู้ชายอย่าง คัตสึยะ ที่นิสัยไม่ดีอย่างมาก ชอบทำร้ายร่างกายเธอ วันนั้นที่ทั้งสองโดยสารรถไฟด้วยกัน เกิดปากเสียงทะเลาะกัน ฝ่ายชายเตะรถไฟและลงจากรถไปก่อนแทนที่จะไปที่หมายที่ตั้งใจไว้ด้วยกัน โทคิเอะพบเห็นและบอกให้มิสะเลิกกับคัตสึยะจะดีกว่า สุดท้ายมิสะก็ขอเลิก แต่คัตสึยะไม่ยอม จนมิสะต้องไปขอร้องเพื่อนสนิทอย่างมายูมิ และ เคโงะ พี่ชายมายูมิมาช่วยไกล่เกลี่ยจนได้เลิกกัน

การพบพานกันในขบวนรถไฟสายนี้ บางครั้งเป็นการพบพานครั้งเดียวในชีวิต และบางครั้งก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่จะติดตรึงใจไปอีกแสนนาน

ไม่ว่าวันเวลาจะเคลื่อนต่อไปข้างหน้าสักเท่าใด รถไฟฮังคิวก็ยังคงบรรทุกเรื่องราว
อบอุ่นหัวใจร้อยเรียงให้เกิดเป็นเรื่องราวบทใหม่ วิ่งไปกลับระหว่างสถานีทาคาระซึกะ
และสถานีนิชิโนะมิยะคิตะงุจิ ต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

  • สถานีทาคาระซึกะ
  • สถานีทาคาระซึกะมินามิงุจิ
  • สถานีซาคาเซงาวะ
  • สถานีโอบายาชิ
  • สถานีโคโทเอ็น
  • สถานีมนโดะยาคุจิน
  • สถานีนิชิโนะมิยะคิตะงุจิ

ขอบคุณหงส์ที่ให้ยืมมาอ่านจ้า

--

--

Parima Spd

I enjoy reading and writing. Continue to learn and try new things to improve. Before you die, explore this world.